4 ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น หากได้รับกรดโฟลิคมากเกินไป
กรดโฟลิค (Folic Acid) เป็นรูปแบบสังเคราะห์ของวิตามิน B9 ซึ่งเป็นวิตามินที่มีบทบาทสำคัญต่อเซลล์และโครงสร้างของ DNA พบได้ในวิตามินหรืออาหารบางชนิดที่มีการเติมวิตามินลงไป
และในทางตรงกันข้าม วิตามิน B9 จะถูกเรียกว่า “กรดโฟเลต” ในกรณีที่มันอยู่ในอาหาร เช่น ถั่ว , ส้ม , หน่อไม้ฝรั่ง , กระหล่ำดาว , อาโวคาโด , ผักใบเขียว เป็นต้น
มีคำแนะนำว่า
– ผู้ใหญ่ควรได้รับวิตามินชนิดนี้วันละ 400 ไมโครกรัม
– แต่ถ้าหากเป็นสตรีมีครรภ์ หรือต้องให้นมบุตร ก็ควรได้รับ 600 และ 500 ไมโครกรัมตามลำดับ
การมีระดับโฟเลตในกระแสเลือดต่ำมีความเชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพ เช่น ความผิดปกติของทารกแรกเกิด , โรคหัวใจ , หัวใจวาย , และการเป็นโรคมะเร็งบางชนิด
แต่อย่างไรก็ตามการได้รับกรดโฟลิคจากอาหารเสริมมากเกินไป อาจทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้
ภาวะกรดโฟลิคมากเกินไปเกิดขึ้นได้อย่างไร
ร่างกายของเราจะย่อยสลายและดูดซึมกรดโฟลิคด้วยวิธีที่ต่างกัน โดยหลังจากที่มันถูกย่อยในอาหารก็จะแตกตัวไปอยู่ใน “รูปแบบที่ออกฤทธิ์” แล้วเข้าสู่ลำไส้ จากนั้นจึงถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือด
แต่ในทางตรงกันข้ามมันจะมีกรดโฟลิคจำนวนน้อยที่จะถูกเปลี่ยนไปอยู่ในรูปแบบที่ออกฤทธิ์และไปอยู่ในลำไส้ ส่วนที่เหลือจะไปอยู่ที่ตับและเนื้อเยื่ออื่นๆ ซึ่งจะถูกเอาไปใช้งานผ่านกระบวนการที่เชื่องช้า
การได้รับกรดโฟลิคจากอาหารเสริมและอาหารที่ถูกเติมกรดโฟลิคลงไป อาจทำให้เรามีภาวะย่อยสลายกรดโฟลิคในกระแสเลือดไม่ทันจนทำให้เกิดปัญหาทางสุขภาพได้ ซึ่งมันจะไม่เกิดขึ้นหากเราได้รับกรดโฟลิคจากอาหารโดยตรง
4 ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น หากได้รับกรดโฟลิคมากเกินไป มีดังนี้
1. อาจทำให้เราขาดวิตามิน B12
การมีกรดโฟลิคมากเกินไปอาจทำให้เราขาดวิตามิน B12 ได้ ร่างกายของเราต้องใช้วิตามิน B12 เอาไว้สร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง และทำให้หัวใจ สมอง และระบบประสาททำงานได้อย่างเป็นปกติ
หากเรามีภาวะขาดวิตามิน B12 และไม่ได้รับการแก้ไข จะไปลดความสามารถในการทำงานของสมอง และอาจทำให้มีความเสียหายแก่เส้นประสาทอย่างถาวร โดยปกติแล้วความเสียหายนี้จะไม่สามารถแก้ไขกลับให้เป็นอย่างเดิมได้
ร่างกายมีวิธีนำกรดโฟลิคและวิตามิน B12 ไปใช้ด้วยวิธีที่คล้ายกัน และการได้รับสารอาหารทั้งสองอย่างนี้จะส่งผลลัพธ์แบบเดียวกันด้วย
มีหลักฐานบางอย่างทำให้เห็นว่าการได้รับกรดโฟลิคแบบอาหารเสริมอาจทำให้ได้รับวิตามิน B12 ลดลง ดังนั้นบางคนที่มีอาการ อ่อนเพลีย เมื่อยล้า ไม่มีสมาธิ ลมหายใจสั้น จึงควรไปตรวจว่ามีภาวะขาดวิตามิน 12 หรือไม่
2. อาจเร่งความเร็วที่จะทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งเกิดขึ้นตามอายุขัย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่มีการขาดวิตามิน B12 มีอยู่หนึ่งงานวิจัยที่มีอาสาสมัครเป็นคนอายุเกิน 60 ปีซึ่งมีสุขภาพดี พบว่าการมีระดับกรดโฟลิคสูงจะทำให้เกิดภาวะตกต่ำทางจิตกับคนที่ขาดวิตามิน B12 แต่จะไม่เกิดขึ้นกับคนที่มีระดับวิตามิน B12 ตามปกติ ซึ่งการได้รับกรดโฟลิคสูงนี้จะเกิดจากการได้รับกรดโฟลิคในอาหารเสริมหรือแบบที่ถูกเติมลงในอาหารเท่านั้น
มีอีกหนึ่งการวิจัยพบว่า คนที่มีกรดโฟลิคสูง แต่ขาดวิตามิน B12 จะทำให้ระบบการทำงานของสมองแย่ลง 3.5 เท่า นักวิจัยจึงเตือนว่าอาหารเสริมที่มีกรดโฟลิคอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของผู้สูงอายุที่ขาดวิตามิน B12
แต่อย่างไรก็ตามยังคงต้องมีการศึกษาวิจัยให้ละเอียดมากกว่านี้

3. อาจทำให้สมองเด็กพัฒนาช้าลง
เด็กในครรภ์ต้องการกรดโฟลิคในระดับที่เพียงพอสำหรับการเจริญเติบโตของสมองและลดความเสี่ยงของการไม่สมประกอบ เพราะผู้หญิงส่วนใหญ่ได้รับสารอาหารนี้ไม่เพียงพอต่อปริมาณที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน สตรีมีครรภ์จึงมักได้รับคำแนะนำให้ทานอาหารเสริมที่มีกรดโฟลิค
แต่อย่างไรก็ตามการได้รับกรดโฟลิคมากเกินไป อาจทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินและทำให้การพัฒนาสมองของเด็กช้าลง
มีอยู่หนึ่งงานวิจัยที่พบว่าเด็กอายุ 4 และ 5 ขวบที่แม่ของพวกเขาได้รับกรดโฟลิค มากกว่า 1000 ไมโครกรัมต่อวันในช่วงที่ตั้งครรภ์ ซึ่งมากเกินไป จะทำคะแนนการทดสอบการพัฒนาสมองได้น้อยกว่าพวกเด็กที่แม่ของเขาได้รับกรดโฟลิค 400-999 ไมโครกรัมต่อวัน
มีอีกงานวิจัยที่พบว่า การที่สตรีมีครรภ์มีกรดโฟลิคในกระแสเลือดสูง พอเด็กอายุได้ 9-13 ขวบ จะเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน
ถึงแม้ว่าจะควรมีการวิจัยเรื่องนี้ให้ละเอียดกว่าเดิม แต่สตรีมครรภ์ไม่ควรได้รับอาหารเสริมกรดโฟลิคมากเกิน 600 ไมโครกรัม นอกจากผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้แนะนำ
4. อาจทำให้มะเร็งกลับมาเติบโตได้อีก
บทบาทของกรดโฟลิคอาจเป็นดาบสองคมได้ การวิจัยพบว่าการได้รับกรดโฟลิคในระดับที่พอดีอาจช่วยป้องกันมะเร็งได้ แต่ถ้าหากเซลล์มะเร็งได้รับกรดโฟลิคโดยตรงก็อาจเป็นการช่วยพวกมันในการเติบโต
แต่ว่าหลายงานวิจัยให้ผลลัพธ์ไม่ตรงกัน มีแค่บางงานวิจัยเท่านั้นที่รายงานว่ากรดโฟลิคจะทำให้เซลล์มะเร็งโตขึ้นเล็กน้อย ในขณะที่งานวิจัยส่วนใหญ่บอกว่ามันไม่เกี่ยวข้องกัน และความเสี่ยงน่าจะขึ้นอยู่กับประเภทของมะเร็งอีกด้วย
การวิจัยค้นพบว่าผู้ที่เคยป่วยเป็นมะเร็งลำไส้หรือมะเร็งต่อมลูกหมาก หากได้รับกรดโฟลิคเกิน 1000 ไมโครกรัมต่อวัน จะมีความเสี่ยงที่จะกลับมาเป็นมะเร็งซ้ำเพิ่มขึ้น 1.7-6.4 เปอร์เซ็นต์
แต่ก็ยังควรมีการวิจัยที่ละเอียดกว่านี้ และโปรดจำไว้ว่าการรับประทานอาหารที่มีกรดโลลิคสูงจะไม่เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง แต่จะช่วยลดความเสี่ยง
ปริมาณกรดโฟลิคที่แนะนำ

กรดโฟลิคจะมีอยู่ในวิตามินรวมเกือบทุกยี่ห้อ , วิตามินเตรียมตั้งครรภ์ (prenatal vitamins) , และวิตามิน B รวม และยังมีวางจำหน่ายแบบเป็นอาหารเสริมกรดโฟลิคโดยเฉพาะ และในหลายประเทศมีการเติมกรดโฟลิคลงไปในอาหารบางชนิดด้วย
โดยปกติแล้วอาหารเสริมพวกนี้มีไว้ป้องกันไม่ให้เราขาดกรดโฟลิค และมีไว้ให้สตรีมีครรภ์รับประทานเพื่อป้องกันการผิดปกติแต่กำเนิดของเด็ก
ปริมาณกรดโฟลิคที่แนะนำในแต่ละวัน (RDI)
– ผู้ใหญ่ทุกคน 400 ไมโครกรัม
– สตรีมีครรภ์ 600 ไมโครกรัม
– มารดาที่ต้องให้นมบุตร 500 ไมโครกรัม
** โดยปกติแล้วในอาหารเสริมมักจะมีกรดโฟลิคในปริมาณ 400-800 ไมโครกรัม ให้ดูจากฉลาก
เราสามารถไปซื้ออาหารเสริมเองได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งยา และสามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยเมื่อทานในปริมาณที่เหมาะสม แต่สำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะใช้อาหารเสริม
บทสรุปส่งท้าย
การได้รับกรดโฟลิคนั้นปลอดภัยตราบใดที่เราได้รับในปริมาณที่เหมาะสม ถ้าได้รับมากเกินไปอาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ปัญหาในด้านการพัฒนาสมองของเด็ก , และเร่งให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตในผู้สูงอายุ ในขณะที่ยังควรมีการวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องกรดโฟลิค เราก็ควรที่จะไปปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจระดับกรดโฟลิคในร่างกายและดูว่ามีความจำเป็นต้องซื้ออาหารเสริมหรือไม่
ที่มา : https://bit.ly/34EmAoF
เปิดกรุ๊ปให้เพื่อนๆ ที่รักการวิ่ง ไปคุยกัน
🏃 ♂ bit.ly/VRUNGROUP
.
#วิ่งไหนกันปั่นไหนดี #Sports #Running
#Cycling #Triathlon #Swimming